คำถามแรกที่ผู้ประกอบการมักถามเมื่อต้องการนำระบบมาใช้ในองค์กรคือ “ทำระบบ ERP ราคาเท่าไหร่?”
คำตอบคือ ระบบ ERP ไม่มีราคาตายตัว เพราะคำว่า ERP สามารถหมายถึงระบบเล็ก ๆ ที่ใช้จัดการสินค้าและสต๊อกภายในบริษัท ไปจนถึงระบบขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อฝ่ายบัญชี การขาย การจัดซื้อ การผลิต คลังสินค้า ทรัพยากรบุคคล และหลายสาขาเข้าด้วยกัน
ดังนั้น ระบบ ERP อาจเริ่มต้นจากงบประมาณหลักหมื่น ไปจนถึงหลักแสนหรือหลักล้าน ขึ้นอยู่กับว่าระบบต้องทำอะไร มีผู้ใช้งานกี่คน และกระบวนการของธุรกิจมีความซับซ้อนมากน้อยเพียงใด
บทความนี้จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจประเมินได้ว่า ระบบ ERP ที่ต้องการน่าจะอยู่ในช่วงราคาใด และปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้งบประมาณเพิ่มขึ้นหรือลดลง
สรุปเร็ว: ทำระบบ ERP ราคาเท่าไหร่
สำหรับระบบ ERP ที่พัฒนาตามความต้องการของธุรกิจ สามารถแบ่งช่วงงบประมาณเบื้องต้นได้ดังนี้
| ระดับระบบ | ช่วงงบประมาณโดยประมาณ | เหมาะกับ |
|---|---|---|
| ระบบจัดการภายในขนาดเล็ก | 30,000–80,000 บาท | ธุรกิจขนาดเล็ก ร้านค้า หรือบริษัทที่ต้องการแก้ปัญหาเฉพาะจุด |
| ERP สำหรับ SME | 80,000–250,000 บาท | บริษัทที่มีหลายฝ่ายและต้องการเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกัน |
| ERP สำหรับโรงงานหรือหลายสาขา | 250,000–800,000 บาท | โรงงาน ธุรกิจค้าส่ง ธุรกิจที่มีคลังสินค้าและขั้นตอนอนุมัติซับซ้อน |
| ERP ขนาดใหญ่หรือเชื่อมต่อหลายระบบ | 800,000 บาทขึ้นไป | องค์กรขนาดกลางถึงใหญ่ หรือธุรกิจที่ต้องเชื่อมต่อระบบภายนอกจำนวนมาก |
ช่วงราคาข้างต้นเป็นเพียงกรอบสำหรับประเมินเบื้องต้น ไม่ใช่ราคากลางของผู้ให้บริการทุกราย ระบบที่มีชื่อเมนูเหมือนกันอาจมีราคาแตกต่างกันมาก เพราะรายละเอียดการทำงานภายในไม่เหมือนกัน
ตัวอย่างเช่น ระบบสต๊อกที่บันทึกเพียงจำนวนสินค้าคงเหลือ ย่อมมีต้นทุนต่างจากระบบสต๊อกที่ต้องรองรับล็อตสินค้า วันหมดอายุ หลายคลัง การโอนสินค้า การจองสินค้า และการคำนวณต้นทุนเฉลี่ย
ทำไมระบบ ERP ถึงไม่มีราคาตายตัว
ERP ไม่ใช่สินค้าที่วัดราคาจากจำนวนหน้าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นระบบที่ต้องนำกระบวนการทำงานจริงของบริษัทมาเปลี่ยนเป็นขั้นตอนในซอฟต์แวร์
ก่อนประเมินราคา ผู้พัฒนาจึงต้องทราบข้อมูลอย่างน้อยว่า
- บริษัทมีแผนกอะไรบ้าง
- แต่ละแผนกทำงานอย่างไร
- ข้อมูลเริ่มต้นมาจากที่ใด
- ใครเป็นผู้บันทึก ตรวจสอบ และอนุมัติข้อมูล
- ต้องการรายงานอะไร
- มีโปรแกรมเดิมที่ต้องเชื่อมต่อหรือไม่
- มีผู้ใช้งานและสาขาจำนวนเท่าใด
- ต้องการใช้ผ่านคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรืออุปกรณ์เฉพาะทางหรือไม่
ระบบ ERP แบบสำเร็จรูปเองก็มักแยกค่าใช้จ่ายออกเป็นค่าลิขสิทธิ์ ค่าผู้ใช้งาน ค่าโฮสติ้ง ค่าติดตั้ง ค่าปรับแต่ง และค่าดูแลระบบ ตัวอย่างเช่น Odoo มีรูปแบบคิดค่าบริการตามแผนและจำนวนผู้ใช้งาน ขณะที่ระบบระดับองค์กรหลายรายต้องให้ผู้ให้บริการประเมินราคาเป็นรายโครงการ
เพราะฉะนั้น การเปรียบเทียบราคา ERP ควรเปรียบเทียบจาก ขอบเขตงานรวมทั้งหมด ไม่ควรเปรียบเทียบเฉพาะค่าซอฟต์แวร์รายเดือนหรือราคาพัฒนาเริ่มต้นเท่านั้น
10 ปัจจัยสำคัญที่กำหนดราคาทำระบบ ERP
1. จำนวนโมดูลที่ต้องการ
โมดูลหมายถึงส่วนการทำงานหลักของระบบ เช่น
- จัดการสินค้า
- จัดการลูกค้า
- จัดการผู้ขาย
- จัดซื้อ
- ขาย
- สต๊อกสินค้า
- คลังสินค้า
- บัญชีและการเงิน
- การผลิต
- ทรัพยากรบุคคล
- บริหารโครงการ
- ระบบบริการหลังการขาย
หากต้องการเพียงระบบสินค้าและสต๊อก ราคาจะต่ำกว่าระบบที่ต้องเชื่อมการขาย จัดซื้อ การผลิต และบัญชีเข้าด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม จำนวนโมดูลไม่ใช่ตัวกำหนดราคาเพียงอย่างเดียว เพราะโมดูลเดียวอาจมีรายละเอียดจำนวนมากได้
2. ความซับซ้อนของขั้นตอนการทำงาน
สิ่งที่กำหนดราคามากกว่าจำนวนหน้าคือ Workflow หรือขั้นตอนการทำงาน
ตัวอย่างเช่น กระบวนการจัดซื้อแบบพื้นฐานอาจมีเพียง
- สร้างใบสั่งซื้อ
- รับสินค้า
- ปิดรายการ
แต่กระบวนการจัดซื้อของอีกบริษัทอาจประกอบด้วย
- พนักงานสร้างใบขอซื้อ
- หัวหน้าแผนกตรวจสอบ
- ฝ่ายจัดซื้อขอราคา
- เปรียบเทียบผู้ขาย
- ผู้บริหารอนุมัติตามวงเงิน
- สร้างใบสั่งซื้อ
- รับสินค้าบางส่วน
- ตรวจสอบคุณภาพ
- ส่งข้อมูลให้ฝ่ายบัญชี
- ติดตามยอดค้างส่ง
แม้จะเรียกว่า “ระบบจัดซื้อ” เหมือนกัน แต่ต้นทุนการวิเคราะห์ พัฒนา และทดสอบแตกต่างกันอย่างมาก
3. จำนวนผู้ใช้งานและระดับสิทธิ์
ระบบที่มีผู้ใช้งาน 5 คนและทุกคนเห็นข้อมูลเหมือนกัน จะพัฒนาง่ายกว่าระบบที่มีผู้ใช้งาน 100 คน แบ่งเป็นหลายตำแหน่ง เช่น
- พนักงานทั่วไป
- หัวหน้าแผนก
- ผู้จัดการ
- ฝ่ายบัญชี
- ฝ่ายคลังสินค้า
- ผู้บริหาร
- ผู้ดูแลระบบ
- ผู้ตรวจสอบภายใน
ระบบขนาดใหญ่ต้องกำหนดสิทธิ์ว่าใครสามารถดู เพิ่ม แก้ไข ลบ อนุมัติ หรือดาวน์โหลดข้อมูลประเภทใดได้บ้าง
ในระบบสำเร็จรูปบางประเภท จำนวนผู้ใช้งานยังส่งผลต่อค่าลิขสิทธิ์รายเดือนหรือรายปีโดยตรงอีกด้วย
4. จำนวนบริษัท สาขา และคลังสินค้า
หากธุรกิจมีเพียงบริษัทเดียว สาขาเดียว และคลังเดียว โครงสร้างระบบจะไม่ซับซ้อนมากนัก
แต่หากต้องรองรับหลายบริษัทหรือหลายสาขา ระบบอาจต้องมีความสามารถเพิ่มเติม เช่น
- แยกข้อมูลแต่ละบริษัท
- แยกยอดขายแต่ละสาขา
- แยกสต๊อกแต่ละคลัง
- โอนสินค้าระหว่างสาขา
- กำหนดราคาขายต่างกัน
- กำหนดสิทธิ์ผู้ใช้งานตามสาขา
- ดูรายงานรวมทุกสาขา
- ตัดรอบบัญชีแยกแต่ละบริษัท
จำนวนสาขาจึงไม่เพียงเพิ่มปริมาณข้อมูล แต่ยังเพิ่มเงื่อนไขในการทำงานและการตรวจสอบความถูกต้องของระบบ
5. ระบบการผลิตมีความซับซ้อนเพียงใด
ERP สำหรับโรงงานมักมีราคาสูงกว่าระบบซื้อมา-ขายไป เพราะต้องจัดการข้อมูลการผลิตเพิ่มเติม เช่น
- สูตรการผลิตหรือ BOM
- วัตถุดิบ
- สินค้าระหว่างผลิต
- ขั้นตอนการผลิต
- เครื่องจักร
- พนักงานประจำจุดผลิต
- ของเสีย
- ต้นทุนการผลิต
- เลขล็อต
- การตรวจสอบคุณภาพ
- แผนการผลิต
- กำลังการผลิต
โรงงานที่ผลิตสินค้าแบบเดียวตามสูตรคงที่ ย่อมมีความซับซ้อนน้อยกว่าโรงงานที่ผลิตตามคำสั่งลูกค้าแต่ละราย หรือมีวัตถุดิบและขั้นตอนเปลี่ยนไปตามขนาดสินค้า
6. รายงานและ Dashboard ที่ต้องการ
รายงานพื้นฐาน เช่น ยอดขายรายวัน สินค้าคงเหลือ หรือรายการสั่งซื้อ มักพัฒนาได้ไม่ซับซ้อนมาก
แต่ราคาจะเพิ่มขึ้นเมื่อธุรกิจต้องการรายงานเฉพาะ เช่น
- กำไรขาดทุนแยกตามโครงการ
- ต้นทุนจริงเทียบต้นทุนมาตรฐาน
- ประสิทธิภาพการผลิตรายเครื่องจักร
- ยอดขายเทียบเป้าหมายรายพนักงาน
- สินค้าหมุนเวียนช้า
- คาดการณ์สินค้าที่ต้องสั่งซื้อ
- Dashboard แบบเรียลไทม์
- ส่งรายงานอัตโนมัติทางอีเมลหรือ LINE
รายงานที่ดีต้องเริ่มจากข้อมูลต้นทางที่ถูกต้อง หากต้องการรายงานซับซ้อน ระบบก็ต้องออกแบบการเก็บข้อมูลให้ละเอียดขึ้นตั้งแต่ต้น
7. การเชื่อมต่อกับระบบอื่น
การเชื่อมต่อระบบหรือ Integration เป็นอีกส่วนที่ส่งผลต่อราคาอย่างชัดเจน เช่น
- เชื่อมต่อเว็บไซต์
- เชื่อมต่อร้านค้าออนไลน์
- เชื่อมต่อระบบบัญชี
- เชื่อมต่อเครื่องสแกนบาร์โค้ด
- เชื่อมต่อเครื่องชั่ง
- เชื่อมต่อระบบขนส่ง
- เชื่อมต่อ Payment Gateway
- เชื่อมต่อธนาคาร
- เชื่อมต่อ LINE
- เชื่อมต่อ API ของลูกค้าหรือคู่ค้า
ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับว่าระบบปลายทางมี API พร้อมใช้งานหรือไม่ เอกสาร API สมบูรณ์เพียงใด และต้องรับส่งข้อมูลแบบทันทีหรือเป็นรอบเวลา
ระบบ ERP ระดับองค์กรเองก็ระบุว่าการปรับแต่ง การเชื่อมต่อระบบ และรูปแบบการติดตั้งเป็นตัวแปรสำคัญของต้นทุนรวม
8. การนำเข้าข้อมูลจากระบบเดิม
หลายบริษัทมีข้อมูลเดิมอยู่ใน Excel โปรแกรมบัญชี หรือระบบเก่าที่ใช้งานมาหลายปี
การย้ายข้อมูลอาจประกอบด้วย
- ตรวจสอบรูปแบบข้อมูล
- ลบข้อมูลซ้ำ
- แก้ไขข้อมูลไม่ครบ
- จัดหมวดหมู่ใหม่
- แปลงรหัสสินค้า
- เชื่อมโยงลูกค้าและประวัติรายการ
- ทดสอบยอดก่อนและหลังนำเข้า
- กำหนดวันตัดระบบเดิม
หากมีเพียงข้อมูลสินค้าไม่กี่ร้อยรายการ ค่าใช้จ่ายอาจไม่สูง แต่หากต้องย้ายประวัติหลายปีและตรวจสอบยอดให้ตรงกับระบบเดิม จะต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นมาก
9. รูปแบบหน้าจอและอุปกรณ์ที่ใช้
ระบบสำหรับใช้งานบนคอมพิวเตอร์อย่างเดียวอาจพัฒนาได้ง่ายกว่าระบบที่ต้องรองรับหลายอุปกรณ์ เช่น
- คอมพิวเตอร์
- โทรศัพท์มือถือ
- แท็บเล็ต
- เครื่อง POS
- เครื่องอ่านบาร์โค้ด
- เครื่องพิมพ์ฉลาก
- หน้าจอในโรงงาน
- อุปกรณ์ IoT
หากต้องออกแบบหน้าจอเฉพาะสำหรับพนักงานแต่ละประเภท หรือให้ใช้งานได้แม้สัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่เสถียร ก็จะเพิ่มเวลาในการออกแบบและพัฒนา
10. การรับประกัน การอบรม และบริการหลังส่งมอบ
ค่าใช้จ่ายระบบ ERP ไม่ได้จบลงในวันที่เปิดใช้งาน เพราะยังต้องมีงานอื่น เช่น
- อบรมผู้ใช้งาน
- จัดทำคู่มือ
- แก้ไขข้อผิดพลาด
- สำรองข้อมูล
- ดูแลเซิร์ฟเวอร์
- อัปเดตความปลอดภัย
- เพิ่มรายงาน
- ปรับขั้นตอนตามธุรกิจ
- ให้คำปรึกษาผู้ใช้งาน
ผู้ว่าจ้างควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่า ราคาที่ได้รับรวมระยะเวลารับประกันหรือไม่ มีค่าบำรุงรักษารายปีหรือไม่ และหลังหมดประกันคิดค่าบริการอย่างไร
ตัวอย่างราคาตามประเภทระบบ
ระบบ ERP ขนาดเล็ก: 30,000–80,000 บาท
เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการแก้ปัญหาเฉพาะด้าน เช่น
- จัดการสินค้า
- บันทึกรับเข้าและเบิกออก
- ดูสต๊อกคงเหลือ
- จัดการลูกค้า
- บันทึกยอดขาย
- รายงานพื้นฐาน
- ผู้ใช้งานจำนวนไม่มาก
ระบบระดับนี้ควรกำหนดขอบเขตให้ชัด และหลีกเลี่ยงการใส่ทุกกระบวนการของบริษัทเข้ามาตั้งแต่เฟสแรก
ERP สำหรับ SME: 80,000–250,000 บาท
เหมาะสำหรับบริษัทที่ต้องการเชื่อมโยงหลายฝ่าย เช่น
- ฝ่ายขาย
- ฝ่ายจัดซื้อ
- ฝ่ายคลังสินค้า
- ฝ่ายบัญชี
- ผู้บริหาร
ระบบอาจมีขั้นตอนอนุมัติ เอกสารหลายประเภท Dashboard และสิทธิ์ผู้ใช้งานตามตำแหน่ง
ช่วงราคาจะขึ้นอยู่กับว่าต้องพัฒนาตามกระบวนการเดิมทั้งหมด หรือสามารถปรับกระบวนการของบริษัทให้เข้ากับรูปแบบมาตรฐานของระบบได้
ERP โรงงานหรือธุรกิจหลายสาขา: 250,000–800,000 บาท
ระบบระดับนี้อาจประกอบด้วย
- การวางแผนการผลิต
- BOM
- การเบิกวัตถุดิบ
- ติดตามงานระหว่างผลิต
- ตรวจสอบคุณภาพ
- จัดการล็อตสินค้า
- คำนวณต้นทุน
- หลายคลังสินค้า
- หลายสาขา
- ขั้นตอนอนุมัติหลายระดับ
- เชื่อมต่ออุปกรณ์หรือระบบอื่น
ราคาจะแตกต่างกันมากตามประเภทโรงงาน เพราะกระบวนการผลิตอาหาร พลาสติก บรรจุภัณฑ์ เครื่องจักร หรือผลิตตามคำสั่งซื้อ มีรายละเอียดไม่เหมือนกัน
ERP ขนาดใหญ่: 800,000 บาทขึ้นไป
เหมาะสำหรับองค์กรที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก หลายบริษัท หลายสาขา หรือมีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและการเชื่อมต่อสูง
ค่าใช้จ่ายอาจรวมถึง
- วิเคราะห์กระบวนการทั้งองค์กร
- ออกแบบสถาปัตยกรรมระบบ
- ระบบสำรองและกู้คืนข้อมูล
- ระบบตรวจสอบประวัติการใช้งาน
- เชื่อมต่อหลายแพลตฟอร์ม
- การทดสอบประสิทธิภาพ
- การย้ายข้อมูลจำนวนมาก
- การอบรมหลายแผนก
- ทีมดูแลหลังเปิดใช้งาน
สำหรับ ERP เชิงพาณิชย์ระดับกลางถึงใหญ่ ค่าใช้จ่ายปีแรกมักประกอบด้วยค่าลิขสิทธิ์และค่าติดตั้งแยกกัน และอาจเพิ่มขึ้นตามโมดูล ผู้ใช้งาน และความซับซ้อนของการเชื่อมต่อ
เลือกระหว่าง ERP สำเร็จรูปกับ ERP พัฒนาตามความต้องการ
ERP สำเร็จรูป
ข้อดีคือเริ่มต้นได้เร็ว มีฟังก์ชันมาตรฐาน และมีการอัปเดตระบบจากผู้ผลิต
ค่าใช้จ่ายที่ควรตรวจสอบ ได้แก่
- ค่าลิขสิทธิ์รายเดือนหรือรายปี
- ค่าผู้ใช้งาน
- ค่าโมดูลเพิ่มเติม
- ค่าติดตั้ง
- ค่าปรับแต่ง
- ค่าเชื่อมต่อ API
- ค่าอบรม
- ค่าบำรุงรักษา
เหมาะกับธุรกิจที่สามารถปรับขั้นตอนการทำงานให้เข้ากับระบบมาตรฐานได้
ERP พัฒนาตามความต้องการ
ข้อดีคือออกแบบให้ตรงกับกระบวนการของบริษัท ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และสร้างความสามารถเฉพาะของธุรกิจได้
ค่าใช้จ่ายหลักมักประกอบด้วย
- ค่าวิเคราะห์ระบบ
- ค่าออกแบบ UX/UI
- ค่าพัฒนา
- ค่าทดสอบ
- ค่านำเข้าข้อมูล
- ค่าเชื่อมต่อระบบ
- ค่าเซิร์ฟเวอร์
- ค่าดูแลหลังส่งมอบ
เหมาะกับธุรกิจที่มีขั้นตอนเฉพาะ หรือระบบสำเร็จรูปไม่สามารถรองรับงานได้โดยไม่ต้องปรับแต่งจำนวนมาก
ค่าใช้จ่ายที่มักถูกมองข้าม
ก่อนตัดสินใจ ควรถามผู้พัฒนาว่าราคาเสนอรวมรายการต่อไปนี้แล้วหรือไม่
ค่าเซิร์ฟเวอร์และโดเมน
ระบบแบบ Cloud ต้องมีพื้นที่จัดเก็บฐานข้อมูล ระบบสำรองข้อมูล และทรัพยากรสำหรับรองรับผู้ใช้งาน
ค่าบำรุงรักษารายปี
อาจคิดเป็นค่าบริการรายเดือน รายปี หรือคิดตามจำนวนชั่วโมงที่ใช้แก้ไขและพัฒนาระบบ
ค่าเปลี่ยนแปลงขอบเขตงาน
หากมีการเพิ่มฟังก์ชันหลังตกลงขอบเขตแล้ว อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จึงควรจัดทำเอกสาร Scope of Work ให้ชัดเจน
ค่าอบรมพนักงานใหม่
หลังเปิดใช้งาน บริษัทอาจมีพนักงานใหม่หรือเปลี่ยนผู้รับผิดชอบ จึงควรตรวจสอบว่ามีวิดีโอ คู่มือ หรือแพ็กเกจอบรมเพิ่มเติมหรือไม่
ค่าเชื่อมต่อบริการภายนอก
บริการบางประเภทมีค่าใช้จ่ายของผู้ให้บริการเอง เช่น ระบบส่งข้อความ ระบบแผนที่ ระบบจัดเก็บไฟล์ หรือ Payment Gateway
ทำอย่างไรให้ทำ ERP ได้ในงบประมาณที่คุ้มค่า
เริ่มจากปัญหาที่สำคัญที่สุด
ไม่จำเป็นต้องพัฒนาทุกโมดูลพร้อมกัน ควรเริ่มจากปัญหาที่กระทบธุรกิจมากที่สุด เช่น สต๊อกไม่ตรง งานอนุมัติล่าช้า หรือไม่สามารถดูต้นทุนจริงได้
แบ่งโครงการเป็นเฟส
ตัวอย่างการแบ่งเฟส ได้แก่
- เฟส 1: สินค้า สต๊อก และการขาย
- เฟส 2: จัดซื้อและผู้ขาย
- เฟส 3: การผลิต
- เฟส 4: Dashboard และการเชื่อมต่อระบบ
วิธีนี้ช่วยควบคุมงบประมาณ ลดความเสี่ยง และทำให้พนักงานปรับตัวทีละส่วน
ใช้ Workflow มาตรฐานเมื่อไม่จำเป็นต้องทำใหม่
หากขั้นตอนใดไม่ได้สร้างความแตกต่างให้ธุรกิจ การใช้รูปแบบมาตรฐานจะช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการพัฒนา
เตรียมข้อมูลก่อนเริ่มโครงการ
ควรรวบรวมข้อมูล เช่น
- แบบฟอร์มที่ใช้อยู่
- ไฟล์ Excel
- รายงานที่ผู้บริหารต้องการ
- รายชื่อผู้ใช้งาน
- ขั้นตอนอนุมัติ
- ปัญหาของระบบปัจจุบัน
ข้อมูลที่พร้อมช่วยให้วิเคราะห์ระบบได้เร็ว และลดการเปลี่ยนแปลงระหว่างพัฒนา
กำหนดผู้รับผิดชอบโครงการภายในบริษัท
ควรมีผู้ที่สามารถตอบคำถาม ตัดสินใจ และประสานงานกับแต่ละแผนกได้ เพราะความล่าช้าในการยืนยันข้อมูลสามารถทำให้ระยะเวลาและต้นทุนโครงการเพิ่มขึ้น
ก่อนขอใบเสนอราคา ERP ต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง
เพื่อให้ผู้พัฒนาประเมินราคาได้ใกล้เคียงความจริง ควรเตรียมข้อมูลต่อไปนี้
- ประเภทธุรกิจ
- จำนวนบริษัทและสาขา
- จำนวนผู้ใช้งาน
- แผนกที่ต้องใช้ระบบ
- ปัญหาของระบบปัจจุบัน
- ขั้นตอนการทำงานหลัก
- รายงานที่ต้องการ
- โปรแกรมเดิมที่ต้องเชื่อมต่อ
- ข้อมูลเดิมที่ต้องนำเข้า
- งบประมาณและเวลาที่ต้องการเริ่มใช้งาน
หากยังไม่สามารถระบุรายละเอียดทั้งหมดได้ ควรเริ่มจากการวิเคราะห์ระบบหรือจัดทำ Requirement ก่อน เพื่อป้องกันการประเมินราคาต่ำเกินจริงและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มระหว่างโครงการ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับราคาทำระบบ ERP
ทำ ERP งบ 30,000 บาทได้หรือไม่
ทำได้ในกรณีที่เป็นระบบขนาดเล็ก มีฟังก์ชันจำกัด ผู้ใช้งานไม่มาก และไม่มี Workflow หรือการเชื่อมต่อที่ซับซ้อน
แต่หากต้องการระบบครบทั้งขาย จัดซื้อ สต๊อก บัญชี ผลิต และหลายสาขา งบประมาณดังกล่าวมักไม่เพียงพอ
ทำไมผู้ให้บริการแต่ละรายเสนอราคาไม่เท่ากัน
เพราะแต่ละรายอาจรวมขอบเขตงานไม่เหมือนกัน บางรายรวมวิเคราะห์ระบบ ออกแบบ นำเข้าข้อมูล อบรม และรับประกัน แต่บางรายเสนอเฉพาะค่าพัฒนาโปรแกรม
ควรเปรียบเทียบรายการส่งมอบและเงื่อนไขทั้งหมด ไม่ควรตัดสินจากยอดรวมเพียงอย่างเดียว
ERP ต้องเสียค่ารายเดือนหรือไม่
ขึ้นอยู่กับรูปแบบระบบ
ระบบสำเร็จรูปแบบ Cloud มักมีค่าลิขสิทธิ์รายเดือนหรือรายปี ส่วนระบบพัฒนาตามความต้องการอาจไม่มีค่าลิขสิทธิ์ต่อผู้ใช้งาน แต่ยังมีค่าเซิร์ฟเวอร์ ค่าดูแล และค่าอัปเดตระบบ
ใช้เวลาพัฒนา ERP นานเท่าไหร่
ระบบขนาดเล็กอาจใช้เวลาประมาณ 1–3 เดือน ส่วนระบบที่มีหลายโมดูลหรือหลายแผนกอาจใช้เวลา 4–12 เดือนหรือมากกว่า
ระยะเวลาขึ้นอยู่กับความชัดเจนของ Requirement ความพร้อมของข้อมูล และความรวดเร็วในการตรวจรับงานของบริษัทด้วย
ควรเลือกระบบราคาถูกที่สุดหรือไม่
ไม่ควรพิจารณาจากราคาต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว เพราะระบบ ERP เกี่ยวข้องกับข้อมูลและกระบวนการหลักของบริษัท
ควรพิจารณาประสบการณ์ของทีมพัฒนา ความเข้าใจธุรกิจ เทคโนโลยีที่ใช้ การดูแลหลังส่งมอบ ความปลอดภัย และความสามารถในการพัฒนาต่อในอนาคต
สรุป
คำถามว่า ทำระบบ ERP ราคาเท่าไหร่ ไม่สามารถตอบด้วยตัวเลขเดียวได้ เพราะราคาขึ้นอยู่กับจำนวนโมดูล ความซับซ้อนของ Workflow จำนวนผู้ใช้งาน จำนวนสาขา ระบบการผลิต รายงาน การเชื่อมต่อ และบริการหลังส่งมอบ
หากเป็นระบบขนาดเล็ก งบประมาณอาจเริ่มต้นที่หลักหมื่น หากเป็น ERP สำหรับ SME หรือโรงงาน งบประมาณอาจอยู่ในระดับหลักแสน และหากเป็นระบบขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อหลายหน่วยงาน อาจต้องใช้งบประมาณหลักล้าน
วิธีที่แม่นยำที่สุดคือเริ่มจากการวิเคราะห์กระบวนการและกำหนดขอบเขตงานให้ชัดเจน จากนั้นจึงแบ่งระบบเป็นเฟสตามความสำคัญ วิธีนี้ช่วยให้ธุรกิจควบคุมงบประมาณได้ และได้ระบบที่แก้ปัญหาการทำงานจริงแทนการจ่ายเงินให้กับฟังก์ชันที่ไม่ได้ใช้งาน
Siam Webdesign ให้บริการวิเคราะห์ ออกแบบ และพัฒนาระบบ ERP ตามกระบวนการของธุรกิจ ทั้งระบบสต๊อก ระบบขาย ระบบจัดซื้อ ระบบโรงงาน ระบบหลายสาขา และ Dashboard สำหรับผู้บริหาร สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของบริษัท

