ทำระบบ ERP ราคาเท่าไหร่? อัปเดตช่วงราคาปี 2026 สำหรับ SME และโรงงาน

ทำระบบ ERP ราคาเท่าไหร่ในปี 2026?

คำตอบแบบสั้น: การพัฒนาระบบ ERP แบบ Custom สำหรับธุรกิจในประเทศไทยปี 2026 อาจเริ่มต้นประมาณ 35,000–50,000 บาท สำหรับระบบเฉพาะจุด 1–2 โมดูล เช่น ระบบสต๊อกสินค้า ระบบขาย หรือระบบเบิกจ่ายสินค้า

หากเป็นระบบสำหรับ SME ที่มีประมาณ 3–5 โมดูล งบประมาณอาจอยู่ที่ประมาณ 80,000–150,000 บาท ส่วนระบบสำหรับโรงงานที่มี BOM การผลิต ต้นทุน และการติดตามกระบวนการผลิต อาจอยู่ที่ประมาณ 150,000–500,000 บาทขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม ไม่มีราคากลางที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ เพราะราคาทำระบบ ERP ขึ้นอยู่กับจำนวนโมดูล ความซับซ้อนของ Workflow จำนวนผู้ใช้งาน รายงานที่ต้องการ การเชื่อมต่อระบบภายนอก และเงื่อนไขในการส่งมอบงาน

สรุปช่วงงบประมาณเบื้องต้น

  • ระบบเฉพาะจุด 1–2 โมดูล: ประมาณ 35,000–50,000 บาท
  • ERP สำหรับ SME: ประมาณ 80,000–150,000 บาท
  • ERP สำหรับโรงงานหรือระบบการผลิต: ประมาณ 150,000–500,000 บาท
  • ERP สำหรับองค์กรที่มีหลายระบบเชื่อมต่อกัน: ตั้งแต่ 500,000 บาทขึ้นไป

ราคาข้างต้นเป็นช่วงราคาประเมินเบื้องต้นของงานพัฒนาแบบ Custom ไม่ใช่ราคามาตรฐานตายตัว ผู้ประกอบการควรให้ผู้พัฒนาวิเคราะห์กระบวนการทำงานและจัดทำขอบเขตระบบก่อนสรุปราคา

ตารางสรุปช่วงราคาทำระบบ ERP ปี 2026

ช่วงงบประมาณเหมาะกับธุรกิจขอบเขตระบบตัวอย่างระยะเวลาประเมินเบื้องต้น
35,000–50,000 บาทร้านค้า ธุรกิจเริ่มต้น หรือ SME ขนาดเล็กระบบเฉพาะจุด 1–2 โมดูล เช่น สต๊อก การขาย หรือการเบิกจ่าย2–6 สัปดาห์
50,000–150,000 บาทSME ที่ต้องการลดการใช้ Excel หลายไฟล์ขาย จัดซื้อ สต๊อก ลูกค้า ผู้ใช้งาน และรายงานพื้นฐาน1–3 เดือน
150,000–500,000 บาทโรงงาน ธุรกิจผลิตสินค้า หรือธุรกิจหลายสาขาBOM งานผลิต วัตถุดิบ ต้นทุน Work Order และรายงานผู้บริหาร3–6 เดือน
500,000 บาทขึ้นไปองค์กรขนาดกลางถึงใหญ่หลายแผนก หลายสาขา Workflow อนุมัติ และเชื่อมระบบภายนอก6 เดือนขึ้นไป

ตารางนี้ใช้สำหรับวางงบประมาณในขั้นต้นเท่านั้น ระบบที่ดูเหมือนมีจำนวนเมนูน้อยอาจมีราคาสูงได้ หากมีเงื่อนไขการคำนวณ การอนุมัติ หรือการเชื่อมต่อข้อมูลที่ซับซ้อน

ในทางกลับกัน ระบบที่มีหลายหน้าจออาจมีราคาไม่สูงมาก หากแต่ละหน้าจอเป็นเพียงการบันทึก แก้ไข ค้นหา และแสดงข้อมูลทั่วไป

งบไม่เกิน 50,000 บาท ทำระบบอะไรได้บ้าง?

หลายธุรกิจเข้าใจว่าการเริ่มใช้ ERP ต้องมีงบประมาณหลักแสนขึ้นไปเสมอ แต่ในความเป็นจริง ธุรกิจสามารถเริ่มจากระบบขนาดเล็กที่ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะจุดก่อนได้

งบประมาณประมาณ 35,000–50,000 บาท เหมาะกับระบบที่มีโจทย์ชัดเจนและไม่มี Workflow ซับซ้อนมาก

ระบบจัดการสต๊อกสินค้า

ฟังก์ชันพื้นฐานอาจประกอบด้วย

  • เพิ่มและแก้ไขข้อมูลสินค้า
  • กำหนดหมวดหมู่และหน่วยสินค้า
  • บันทึกรับสินค้าเข้า
  • บันทึกเบิกหรือจ่ายสินค้าออก
  • ดูยอดคงเหลือปัจจุบัน
  • ดูประวัติการเคลื่อนไหว
  • แจ้งเตือนสินค้าใกล้หมด
  • แยกสิทธิ์ผู้ดูแลและพนักงาน

ระบบลักษณะนี้เหมาะกับธุรกิจที่ปัจจุบันบันทึกสต๊อกใน Excel และมีปัญหายอดคงเหลือไม่ตรงกับสินค้าจริง

ระบบสต๊อกกลางและสต๊อกสาขา

ตัวอย่างฟังก์ชัน ได้แก่

  • จัดการข้อมูลสินค้า
  • จัดการข้อมูลสาขา
  • รับสินค้าเข้าส่วนกลาง
  • จ่ายสินค้าไปยังสาขา
  • ดูสต๊อกแยกตามสาขา
  • บันทึกยอดขายของแต่ละสาขา
  • ตัดสต๊อกสาขาจากยอดขาย
  • ดูรายงานสินค้าคงเหลือ

เหมาะกับร้านขายอาหารสด ร้านค้าส่ง ร้านอาหาร หรือธุรกิจที่มีคลังกลางและจุดจำหน่ายหลายแห่ง

ระบบใบเสนอราคาและใบแจ้งหนี้

ขอบเขตอาจประกอบด้วย

  • จัดเก็บข้อมูลลูกค้า
  • สร้างใบเสนอราคา
  • แปลงใบเสนอราคาเป็นใบแจ้งหนี้
  • พิมพ์หรือดาวน์โหลดเอกสาร PDF
  • ค้นหาเอกสารย้อนหลัง
  • แสดงสถานะเอกสาร
  • สรุปยอดขายตามช่วงเวลา

ข้อจำกัดของงบประมาณไม่เกิน 50,000 บาท

งบประมาณระดับนี้ควรเน้นเฉพาะฟังก์ชันหลักที่จำเป็นต่อการใช้งานจริง ไม่ควรรวมทุกความต้องการไว้ตั้งแต่เฟสแรก เช่น

  • Dashboard ที่มีกราฟหลายรูปแบบ
  • ระบบบัญชีเต็มรูปแบบ
  • การเชื่อม Marketplace หลายแพลตฟอร์ม
  • Workflow อนุมัติหลายชั้น
  • ระบบการผลิตที่มีสูตรซับซ้อน
  • Application แยกสำหรับ iOS และ Android
  • AI วิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง
  • การเชื่อมเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ IoT

หากผู้ให้บริการเสนอว่าระบบงบประมาณ 30,000–50,000 บาทสามารถทำได้ทุกอย่าง ผู้ประกอบการควรขอเอกสารขอบเขตงานอย่างละเอียด เพื่อดูว่าฟังก์ชันใดรวมอยู่จริงและฟังก์ชันใดเป็นเพียงแนวคิด

ธุรกิจแบบใดเหมาะกับการเริ่มจากงบนี้?

เหมาะกับธุรกิจที่มีปัญหาหลักเพียง 1–2 จุด เช่น

  • สต๊อกไม่ตรง
  • ไม่รู้ว่าสินค้าอยู่สาขาใด
  • เอกสารกระจัดกระจาย
  • พนักงานบันทึกข้อมูลซ้ำ
  • เจ้าของต้องโทรถามข้อมูลจากหลายฝ่าย
  • ไม่มีประวัติรับเข้าและจ่ายออกที่ตรวจสอบย้อนหลังได้

แนวทางที่เหมาะสมคือ เริ่มจากระบบขนาดเล็กที่ออกแบบให้รองรับการต่อยอด แล้วเพิ่มโมดูลเมื่อธุรกิจพร้อม แทนการทำระบบขนาดใหญ่ทั้งหมดในครั้งเดียว

งบ 50,000–150,000 บาท สำหรับ SME

ช่วงงบประมาณ 50,000–150,000 บาท เหมาะกับ SME ที่ต้องการเชื่อมข้อมูลระหว่างหลายส่วนของธุรกิจ และต้องการเปลี่ยนจากการใช้ Excel หลายไฟล์มาเป็นฐานข้อมูลกลาง

โมดูลการขาย

  • จัดการข้อมูลลูกค้า
  • บันทึกคำสั่งซื้อ
  • สร้างใบเสนอราคา
  • สร้างใบส่งสินค้า
  • สร้างใบแจ้งหนี้
  • ติดตามสถานะการขาย
  • ดูประวัติการซื้อของลูกค้า

โมดูลจัดซื้อ

  • จัดการข้อมูลผู้จำหน่าย
  • สร้างใบขอซื้อ
  • สร้างใบสั่งซื้อ
  • รับสินค้าเข้าจากผู้จำหน่าย
  • ติดตามสถานะรายการสั่งซื้อ
  • ดูประวัติราคาซื้อ

โมดูลสต๊อก

  • รับเข้าและจ่ายออก
  • โอนสินค้าระหว่างคลัง
  • ปรับยอดสต๊อก
  • กำหนดจุดสั่งซื้อขั้นต่ำ
  • ตรวจสอบประวัติสินค้า
  • ดูยอดคงเหลือแต่ละคลัง

ระบบผู้ใช้งานและสิทธิ์

  • กำหนดสิทธิ์ตามตำแหน่ง
  • จำกัดการเข้าถึงข้อมูล
  • บันทึกผู้สร้างและผู้แก้ไขรายการ
  • ตรวจสอบประวัติการทำงานย้อนหลัง

Dashboard และรายงาน

  • ยอดขายรายวัน รายเดือน หรือรายปี
  • สินค้าขายดี
  • สินค้าใกล้หมด
  • ยอดขายแยกตามสาขา
  • ยอดซื้อจากผู้จำหน่าย
  • รายการค้างส่ง
  • รายการที่รออนุมัติ

งบประมาณใกล้ 100,000–150,000 บาท อาจเพิ่มอะไรได้บ้าง?

ขึ้นอยู่กับขอบเขตและความซับซ้อน อาจเพิ่มความสามารถ เช่น

  • รองรับหลายสาขา
  • ระบบอนุมัติเอกสาร
  • แจ้งเตือนผ่าน LINE
  • Export ข้อมูลสำหรับส่งให้ฝ่ายบัญชี
  • Import ข้อมูลเดิมจาก Excel
  • Barcode หรือ QR Code
  • เชื่อมต่อเว็บไซต์หรือระบบขายออนไลน์
  • Dashboard สำหรับผู้บริหาร
  • ระบบแจ้งเตือนงานค้าง
  • ระบบติดตามลูกค้าและการขายเบื้องต้น

บางโครงการอาจเพิ่มระบบ AI สำหรับถามข้อมูลใน ERP ด้วยภาษาธรรมชาติ เช่น

  • เดือนนี้ขายสินค้าอะไรได้มากที่สุด
  • สาขาใดมียอดขายลดลง
  • สินค้าใดใกล้หมด
  • มีใบสั่งซื้อรายการใดรออนุมัติ
  • ลูกค้ารายใดมียอดค้างชำระ

อย่างไรก็ตาม AI เป็นฟังก์ชันเพิ่มเติมที่ต้องประเมินแยกจากระบบหลัก เพราะอาจมีค่าใช้บริการโมเดล AI ค่าออกแบบสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล และค่าพัฒนากระบวนการค้นหาคำตอบที่ถูกต้อง

งบ 150,000–500,000 บาท สำหรับโรงงานและธุรกิจผลิต

ระบบ ERP สำหรับโรงงานมักมีราคาสูงกว่าระบบซื้อมา–ขายไป เพราะต้องจัดการความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุดิบ สูตรการผลิต ขั้นตอนการทำงาน ของเสีย งานระหว่างผลิต และสินค้าสำเร็จรูป

BOM หรือ Bill of Materials

BOM คือสูตรหรือโครงสร้างวัตถุดิบที่ใช้ผลิตสินค้าแต่ละรายการ

ตัวอย่างเช่น สินค้าสำเร็จรูป 1 ชิ้นอาจต้องใช้

  • วัตถุดิบ A จำนวน 2 หน่วย
  • วัตถุดิบ B จำนวน 0.5 กิโลกรัม
  • บรรจุภัณฑ์ 1 ชุด
  • ฉลาก 1 ชิ้น

ระบบสามารถใช้ BOM เพื่อคำนวณความต้องการวัตถุดิบ และตัดสต๊อกเมื่อมีการผลิต

Work Order หรือใบสั่งผลิต

ระบบสามารถสร้างใบสั่งผลิตและติดตามว่า

  • ต้องผลิตสินค้าอะไร
  • จำนวนเท่าไร
  • เริ่มผลิตเมื่อใด
  • กำหนดเสร็จเมื่อใด
  • ใช้วัตถุดิบอะไร
  • อยู่ในขั้นตอนใด
  • ผู้รับผิดชอบคือใคร
  • ผลิตได้จริงเท่าไร
  • มีของเสียเท่าไร

MRP หรือการวางแผนความต้องการวัตถุดิบ

MRP ช่วยคำนวณว่าธุรกิจควรเตรียมวัตถุดิบจำนวนเท่าไร โดยพิจารณาจาก

  • แผนการผลิต
  • ยอดสั่งซื้อของลูกค้า
  • BOM
  • วัตถุดิบที่มีอยู่
  • วัตถุดิบที่กำลังสั่งซื้อ
  • ระยะเวลาการจัดส่งของผู้จำหน่าย

ระบบ MRP ที่ซับซ้อนจะมีราคาสูงกว่าระบบสต๊อกทั่วไป เนื่องจากต้องมีเงื่อนไขการคำนวณและตรวจสอบข้อมูลหลายส่วน

การติดตามงานระหว่างผลิต

โรงงานที่มีหลายแผนกอาจต้องติดตามว่างานแต่ละรายการอยู่ที่จุดใด เช่น

  • เตรียมวัตถุดิบ
  • พิมพ์
  • ตัด
  • พับ
  • ประกอบ
  • ตรวจสอบคุณภาพ
  • บรรจุ
  • นำเข้าคลังสินค้าสำเร็จรูป

ระบบอาจบันทึกเวลาเริ่ม เวลาเสร็จ จำนวนที่รับเข้า จำนวนที่ส่งต่อ และชื่อผู้ปฏิบัติงานในแต่ละขั้นตอน

ต้นทุนการผลิต

การคำนวณต้นทุนอาจประกอบด้วย

  • ต้นทุนวัตถุดิบ
  • ต้นทุนบรรจุภัณฑ์
  • ค่าแรง
  • ค่าเครื่องจักร
  • ค่าใช้จ่ายโรงงาน
  • ของเสีย
  • ต้นทุนการผลิตต่อรอบ
  • ต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้น

ระบบต้นทุนที่ต้องการความแม่นยำสูงควรวิเคราะห์ร่วมกับฝ่ายบัญชีหรือผู้รับผิดชอบด้านต้นทุนของโรงงานก่อนเริ่มพัฒนา

Lot และ Traceability

ธุรกิจอาหาร เครื่องสำอาง ยา หรือสินค้าที่ต้องตรวจสอบย้อนกลับ อาจต้องจัดเก็บ

  • Lot วัตถุดิบ
  • วันที่รับเข้า
  • วันหมดอายุ
  • ผู้จำหน่าย
  • Lot การผลิต
  • วันที่ผลิต
  • สินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบ Lot ใด
  • ลูกค้าหรือสาขาที่ได้รับสินค้า Lot นั้น

ระบบ Traceability มีรายละเอียดมากกว่าสต๊อกทั่วไป และต้องออกแบบให้ข้อมูลเชื่อมโยงกันตั้งแต่รับวัตถุดิบจนถึงส่งสินค้า

ทำไมราคา ERP โรงงานจึงแตกต่างกันมาก?

คำว่า “โรงงาน” ไม่ได้หมายถึง Workflow แบบเดียวกันทั้งหมด

ตัวอย่างเช่น

  • โรงงานอาหารเน้น Lot วันหมดอายุ และสูตรการผลิต
  • โรงงานพลาสติกอาจเน้นน้ำหนัก ความกว้าง ความยาว และเศษวัตถุดิบ
  • โรงงานเฟอร์นิเจอร์อาจมีงานสั่งทำเฉพาะลูกค้า
  • โรงงานสิ่งพิมพ์อาจมีหลายขั้นตอนและหลายเครื่องจักร
  • โรงงานประกอบสินค้าอาจมี BOM หลายระดับ
  • โรงงานที่ผลิตตามคำสั่งซื้อจะต่างจากโรงงานที่ผลิตเก็บเข้าสต๊อก

ดังนั้น ราคาของ ERP โรงงานควรประเมินจากกระบวนการทำงานจริง ไม่ควรประเมินจากจำนวนเมนูเพียงอย่างเดียว

งบ 500,000 บาทขึ้นไป สำหรับองค์กร

งบประมาณระดับ 500,000 บาทขึ้นไปมักพบในโครงการที่มีหลายแผนก หลายสาขา หรือมีระบบเดิมที่ต้องเชื่อมต่อกัน

ตัวอย่างขอบเขตงานระดับองค์กร ได้แก่

  • ระบบขาย
  • ระบบจัดซื้อ
  • ระบบคลังสินค้า
  • ระบบผลิต
  • ระบบบริหารโครงการ
  • ระบบบัญชีหรือการเชื่อมโปรแกรมบัญชี
  • ระบบ HR และ Payroll
  • ระบบ CRM
  • ระบบอนุมัติหลายลำดับ
  • ระบบงบประมาณ
  • Dashboard ผู้บริหาร
  • ระบบ Mobile Application
  • เชื่อม E-commerce และ Marketplace
  • เชื่อม API กับระบบคู่ค้า
  • เชื่อมเครื่องจักรหรือ IoT
  • Single Sign-On
  • Audit Log
  • การสำรองข้อมูลและแผนกู้คืนระบบ

ในโครงการขนาดใหญ่ ค่าใช้จ่ายไม่ได้เกิดจากการเขียนโปรแกรมเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง

  • Business Analysis
  • System Architecture
  • UX/UI Design
  • Data Migration
  • Integration
  • Security
  • Testing
  • UAT
  • Training
  • Deployment
  • Project Management
  • Support หลังเปิดใช้งาน

องค์กรควรแบ่งโครงการเป็นเฟส และมีช่วงทดลองใช้งานก่อนเปิดใช้จริงทั้งองค์กร เพื่อลดความเสี่ยงจากข้อมูลผิดพลาดและกระบวนการที่ยังไม่สมบูรณ์

ตัวอย่างราคา ERP แยกตามประเภทระบบ

ตารางต่อไปนี้เป็นตัวอย่างงบประมาณเบื้องต้น ไม่ใช่ใบเสนอราคาตายตัว

ประเภทระบบช่วงงบประมาณเบื้องต้น
ระบบสต๊อกพื้นฐาน35,000–60,000 บาท
ระบบสต๊อกกลางและหลายสาขา45,000–100,000 บาท
ระบบขายและออกเอกสาร40,000–80,000 บาท
ระบบขาย + ซื้อ + สต๊อก80,000–150,000 บาท
ระบบ CRM และติดตามงานขาย60,000–150,000 บาท
ระบบจัดการงานภายในบริษัท60,000–180,000 บาท
ระบบคลังสินค้าพร้อม Barcode หรือ QR Code80,000–200,000 บาท
ระบบผลิตพื้นฐาน150,000–300,000 บาท
ระบบ BOM + Work Order + สต๊อก180,000–400,000 บาท
ระบบ MRP และต้นทุนการผลิต250,000–500,000 บาทขึ้นไป
ระบบองค์กรหลายแผนกและ Integration500,000 บาทขึ้นไป

ราคาจะเปลี่ยนแปลงตามรายละเอียด เช่น จำนวนรายงาน จำนวนขั้นตอนอนุมัติ จำนวนสาขา การนำเข้าข้อมูลเดิม และระบบภายนอกที่ต้องเชื่อมต่อ

ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ต้องถามก่อนเซ็นสัญญา

ราคาพัฒนาระบบอาจไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ผู้ประกอบการควรถามให้ชัดเจนว่าราคาเสนอรวมรายการต่อไปนี้หรือไม่

ค่า Server หรือ Cloud Hosting

ระบบ ERP แบบ Web-based ต้องติดตั้งบน Server ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักร้อยถึงหลายพันบาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับ

  • จำนวนผู้ใช้งาน
  • ปริมาณข้อมูล
  • จำนวนไฟล์และรูปภาพ
  • จำนวนการใช้งานพร้อมกัน
  • การสำรองข้อมูล
  • ระดับความปลอดภัย
  • ผู้ให้บริการ Cloud

ค่า Domain และ SSL

หากใช้ชื่อโดเมนแยก เช่น erp.companyname.com อาจมีค่า Domain และค่า SSL ตามรูปแบบการติดตั้ง

SSL บางประเภทสามารถใช้งานได้โดยไม่มีค่าลิขสิทธิ์ แต่ควรถามผู้ให้บริการว่ารวมค่าติดตั้งและต่ออายุไว้แล้วหรือไม่

ค่าดูแลระบบหลังหมดประกัน

ผู้พัฒนาบางรายคิดค่าบำรุงรักษารายปี หรือ Maintenance Agreement หลังหมดระยะรับประกัน

ค่าดูแลอาจคิดเป็น

  • เปอร์เซ็นต์จากมูลค่าโครงการ
  • ค่าบริการรายเดือน
  • แพ็กเกจจำนวนชั่วโมง
  • ค่าบริการตามครั้งที่แจ้ง

ต้องตรวจสอบให้ชัดว่าค่าดูแลครอบคลุมอะไร เช่น

  • แก้ไข Bug
  • ตรวจสอบ Server
  • สำรองข้อมูล
  • อัปเดตความปลอดภัย
  • ช่วยเหลือผู้ใช้งาน
  • ปรับปรุงฟังก์ชันเล็กน้อย

ค่าเพิ่มหรือเปลี่ยน Requirement

การแก้ไข Bug หมายถึงระบบทำงานไม่ตรงกับขอบเขตที่ตกลงไว้ ส่วนการขอเพิ่มฟังก์ชันใหม่ถือเป็น Change Request ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ตัวอย่าง Change Request ได้แก่

  • เพิ่มรายงานที่ไม่อยู่ในขอบเขต
  • เพิ่ม Workflow อนุมัติ
  • เปลี่ยนวิธีคำนวณ
  • เพิ่มสาขาหรือหน่วยงานรูปแบบใหม่
  • เชื่อมระบบอื่นเพิ่มเติม
  • เพิ่ม Application บนมือถือ

ค่าย้ายข้อมูลเดิม

หากมีข้อมูลอยู่ใน Excel หรือระบบเก่า ควรถามว่าราคารวมการนำเข้าข้อมูลหรือไม่

ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับ

  • จำนวนไฟล์
  • จำนวนรายการ
  • รูปแบบข้อมูล
  • ความสะอาดของข้อมูล
  • ข้อมูลซ้ำ
  • รหัสสินค้าที่ไม่ตรงกัน
  • ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล

ค่าอบรมเพิ่มเติม

ควรตรวจสอบว่าราคารวม

  • อบรมกี่ครั้ง
  • อบรมออนไลน์หรือที่สถานประกอบการ
  • รองรับผู้เข้าอบรมกี่คน
  • มีวิดีโอหรือคู่มือหรือไม่
  • หากพนักงานเปลี่ยน จะมีค่าอบรมเพิ่มเติมหรือไม่

ค่า API และบริการภายนอก

การเชื่อมบริการภายนอกอาจมีค่าใช้จ่ายแยก เช่น

  • LINE Messaging API
  • ระบบส่ง SMS
  • ระบบส่งอีเมล
  • Google Maps
  • ระบบชำระเงิน
  • ระบบบัญชี
  • Cloud Storage
  • บริการ AI
  • OCR
  • ระบบลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์

ค่าบริการเหล่านี้อาจเรียกเก็บโดยเจ้าของแพลตฟอร์ม ไม่ใช่บริษัทผู้พัฒนา ERP

คำถามที่ควรถามบริษัทรับทำ ERP ก่อนเซ็นสัญญา

  1. ราคานี้รวมฟังก์ชันใดบ้าง
  2. มีเอกสาร Scope of Work หรือไม่
  3. มี Prototype หรือหน้าตัวอย่างก่อนพัฒนาหรือไม่
  4. รวมค่า Server ปีแรกหรือไม่
  5. รับประกันระบบกี่เดือน
  6. Bug กับ Requirement เพิ่มเติมแยกกันอย่างไร
  7. มีค่า MA รายปีหรือไม่
  8. ใครเป็นเจ้าของ Source Code
  9. ใครเป็นเจ้าของฐานข้อมูล
  10. สามารถ Export ข้อมูลออกได้หรือไม่
  11. หากย้ายผู้ดูแลระบบ จะส่งมอบอะไรบ้าง
  12. มีระบบสำรองข้อมูลหรือไม่
  13. กู้คืนข้อมูลได้ภายในระยะเวลาเท่าใด
  14. มีคู่มือและการอบรมหรือไม่
  15. หากโครงการล่าช้า มีวิธีจัดการอย่างไร
  16. การชำระเงินแบ่งตาม Milestone หรือไม่
  17. มี UAT ก่อนเปิดใช้งานจริงหรือไม่
  18. ระบบรองรับการเพิ่มโมดูลในอนาคตหรือไม่

ERP Custom กับ ERP สำเร็จรูป แบบไหนคุ้มกว่า?

ทั้งสองรูปแบบมีข้อดีและข้อจำกัด ไม่มีคำตอบว่าระบบใดดีกว่าสำหรับทุกธุรกิจ

หัวข้อเปรียบเทียบERP สำเร็จรูปERP Custom
ค่าเริ่มต้นมักเริ่มต้นต่ำกว่ามักใช้เงินก้อนสูงกว่า
ระยะเวลาเริ่มใช้งานเริ่มได้เร็วต้องมีช่วงวิเคราะห์และพัฒนา
รูปแบบการชำระรายเดือน รายปี หรือต่อผู้ใช้แบ่งจ่ายตามงวดพัฒนา
ความยืดหยุ่นอยู่ภายใต้ฟังก์ชันที่ระบบรองรับออกแบบตาม Workflow ได้
การอัปเดตผู้ให้บริการเป็นผู้ดูแลต้องตกลงผู้รับผิดชอบ
การเพิ่มฟังก์ชันขึ้นกับแผนและผู้ให้บริการสามารถประเมินและพัฒนาเพิ่ม
Source Codeโดยทั่วไปไม่ได้รับขึ้นกับเงื่อนไขในสัญญา
การย้ายระบบอาจมีข้อจำกัดในการ Exportขึ้นกับ Architecture และสัญญา
เหมาะกับธุรกิจที่ใช้กระบวนการมาตรฐานธุรกิจที่มีกระบวนการเฉพาะ

ควรเลือก ERP สำเร็จรูปเมื่อใด?

  • ต้องการเริ่มใช้งานเร็ว
  • กระบวนการทำงานเป็นมาตรฐาน
  • ไม่ต้องการแก้ไข Workflow มาก
  • จำนวนผู้ใช้ยังไม่มาก
  • ยอมรับค่าใช้บริการรายเดือนได้
  • ฟังก์ชันของระบบที่เลือกครอบคลุมงานส่วนใหญ่แล้ว

ควรเลือก ERP Custom เมื่อใด?

  • มีขั้นตอนทำงานเฉพาะธุรกิจ
  • ระบบสำเร็จรูปทำงานไม่ตรงหน้างาน
  • ต้องเชื่อมกับระบบเดิม
  • ต้องการรายงานหรือการคำนวณเฉพาะ
  • มีหลายแผนกที่ต้องใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน
  • ต้องการควบคุมข้อมูลและเงื่อนไขการส่งมอบ
  • วางแผนต่อยอดระบบในระยะยาว

วิธีเปรียบเทียบต้นทุนให้ถูกต้อง

ไม่ควรเปรียบเทียบเฉพาะราคาในปีแรก ควรคำนวณต้นทุนรวมอย่างน้อย 3–5 ปี โดยรวม

  • ค่าพัฒนาเริ่มต้น
  • ค่าสมาชิกรายเดือน
  • ค่าผู้ใช้งาน
  • ค่า Server
  • ค่าอบรม
  • ค่าย้ายข้อมูล
  • ค่าปรับแต่ง
  • ค่าเชื่อมระบบ
  • ค่าดูแล
  • ค่าเปลี่ยนระบบในอนาคต

ERP สำเร็จรูปอาจคุ้มกว่าสำหรับบางธุรกิจ ขณะที่ Custom ERP อาจคุ้มกว่าสำหรับธุรกิจที่ต้องเสียเวลาทำงานซ้ำหรือปรับข้อมูลด้วยมือทุกวัน

7 ปัจจัยที่ทำให้ราคาทำระบบ ERP แตกต่างกัน

1. จำนวนโมดูล

จำนวนโมดูลมีผลโดยตรงต่อจำนวนหน้าจอ ฐานข้อมูล เงื่อนไข และการทดสอบ

ตัวอย่างโมดูล ได้แก่

  • ขาย
  • จัดซื้อ
  • สต๊อก
  • ผลิต
  • CRM
  • บุคลากร
  • บัญชี
  • โครงการ
  • ซ่อมบำรุง
  • รายงาน

2. ความซับซ้อนของ Workflow

ระบบบันทึกข้อมูลทั่วไปมีต้นทุนต่ำกว่าระบบที่มี

  • การอนุมัติหลายระดับ
  • เงื่อนไขตามวงเงิน
  • การส่งงานข้ามแผนก
  • การย้อนกลับขั้นตอน
  • การแจ้งเตือน
  • การคำนวณอัตโนมัติ
  • การล็อกข้อมูลตามสถานะ

3. จำนวนรายงาน

รายงานไม่ได้มีเพียงการนำข้อมูลมาแสดง แต่บางรายงานต้องรวมข้อมูลหลายตาราง คำนวณย้อนหลัง และรองรับตัวกรองจำนวนมาก

ควรระบุรายงานที่จำเป็นตั้งแต่ต้น เช่น

  • รายงานยอดขาย
  • รายงานกำไร
  • รายงานสต๊อก
  • รายงานต้นทุน
  • รายงานงานค้าง
  • รายงานประสิทธิภาพการผลิต

4. จำนวนผู้ใช้งานและสิทธิ์

ระบบที่มีผู้ใช้หลายตำแหน่งต้องออกแบบสิทธิ์ให้เหมาะสม เช่น

  • พนักงานขาย
  • ฝ่ายจัดซื้อ
  • ฝ่ายคลัง
  • ฝ่ายผลิต
  • ผู้จัดการ
  • ฝ่ายบัญชี
  • ผู้บริหาร
  • ผู้ดูแลระบบ

บางองค์กรต้องจำกัดถึงระดับสาขา แผนก ประเภทเอกสาร หรือวงเงินอนุมัติ

5. จำนวนสาขาและคลังสินค้า

หลายสาขาอาจทำให้ระบบต้องรองรับ

  • สต๊อกแยกสาขา
  • การโอนสินค้า
  • ราคาขายแยกสาขา
  • ผู้ใช้งานแยกสาขา
  • รายงานรวมสำนักงานใหญ่
  • เอกสารเลขที่แยกสาขา
  • การอนุมัติจากส่วนกลาง

6. การเชื่อมระบบภายนอก

การเชื่อมต่อแต่ละระบบต้องตรวจสอบ API รูปแบบข้อมูล ข้อจำกัด และค่าใช้บริการ

ตัวอย่าง ได้แก่

  • โปรแกรมบัญชี
  • เว็บไซต์ E-commerce
  • Marketplace
  • ระบบขนส่ง
  • Payment Gateway
  • LINE OA
  • เครื่องชั่ง
  • Barcode Scanner
  • เครื่องจักร
  • ระบบ HR

7. การย้ายและจัดระเบียบข้อมูล

ข้อมูลเดิมที่ไม่เป็นมาตรฐาน เช่น ชื่อสินค้าซ้ำ รหัสสินค้าไม่ตรง หรือหน่วยนับหลายรูปแบบ อาจทำให้โครงการใช้เวลามากขึ้น

ก่อนพัฒนา ERP ควรเตรียม Master Data เช่น

  • รายการสินค้า
  • หมวดหมู่
  • หน่วยนับ
  • ลูกค้า
  • ผู้จำหน่าย
  • สาขา
  • คลัง
  • ผู้ใช้งาน
  • สูตรการผลิต

ขั้นตอนประเมินราคาทำระบบ ERP

ขั้นตอนที่ 1 ระบุปัญหาปัจจุบัน

เริ่มจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เริ่มจากรายชื่อฟังก์ชัน

ตัวอย่างปัญหา ได้แก่

  • สต๊อกไม่ตรง
  • ไม่รู้ต้นทุนที่แท้จริง
  • เอกสารสูญหาย
  • ข้อมูลอยู่หลายไฟล์
  • พนักงานบันทึกซ้ำ
  • ผู้บริหารดูข้อมูลไม่ทัน
  • ติดตามงานผลิตไม่ได้
  • ไม่รู้ว่างานค้างอยู่ที่แผนกใด

ขั้นตอนที่ 2 เขียน Workflow ปัจจุบัน

ระบุขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ เช่น

  1. ลูกค้าสั่งซื้อ
  2. ฝ่ายขายสร้างคำสั่งซื้อ
  3. คลังตรวจสอบสินค้า
  4. หากสินค้าไม่พอ ส่งคำขอผลิต
  5. ฝ่ายผลิตเบิกวัตถุดิบ
  6. ผลิตเสร็จส่งเข้าคลัง
  7. คลังจัดส่งสินค้า
  8. ฝ่ายบัญชีออกใบแจ้งหนี้

ขั้นตอนที่ 3 ระบุข้อมูลที่ต้องบันทึก

ตัวอย่างเช่น

  • ใครเป็นผู้บันทึก
  • วันที่และเวลา
  • สาขา
  • สินค้า
  • จำนวน
  • หน่วย
  • ราคา
  • สถานะ
  • เอกสารอ้างอิง
  • ผู้อนุมัติ

ขั้นตอนที่ 4 ระบุรายงานที่ต้องใช้ตัดสินใจ

ไม่ควรใช้คำว่า “ขอรายงานทั้งหมด” เพราะไม่สามารถประเมินขอบเขตได้ชัดเจน

ควรระบุคำถามที่ต้องการให้ระบบตอบ เช่น

  • วันนี้ขายได้เท่าไร
  • สินค้าใดใกล้หมด
  • สาขาใดมียอดขายสูงสุด
  • งานผลิตใดล่าช้า
  • สินค้าใดมีต้นทุนสูงขึ้น
  • ลูกค้ารายใดมียอดค้างชำระ

ขั้นตอนที่ 5 แบ่ง Must-have และ Nice-to-have

Must-have คือระบบที่ไม่มีแล้วไม่สามารถใช้งานได้

Nice-to-have คือฟังก์ชันที่ช่วยให้สะดวกขึ้น แต่สามารถพัฒนาในเฟสถัดไปได้

วิธีนี้ช่วยควบคุมงบและทำให้ระบบเปิดใช้งานได้เร็วขึ้น

วิธีลดงบ ERP โดยไม่ทำให้ระบบใช้งานไม่ได้

เริ่มจากระบบเวอร์ชันแรกที่จำเป็น

เลือกทำเฉพาะกระบวนการหลักก่อน เช่น

  • สินค้า
  • สต๊อก
  • รับเข้า
  • จ่ายออก
  • รายงานคงเหลือ

จากนั้นจึงเพิ่มการขาย จัดซื้อ บัญชี หรือ AI ในเฟสถัดไป

ใช้ Web Application ก่อน Mobile Application

ระบบ Web-based ที่รองรับมือถือสามารถใช้งานผ่าน Browser ได้ โดยไม่จำเป็นต้องสร้าง Application แยกในช่วงแรก

ลดรายงานที่ซ้ำกัน

เลือกเฉพาะรายงานที่ใช้ตัดสินใจจริง และใช้ตัวกรองแทนการสร้างรายงานใหม่หลายหน้า

เตรียมข้อมูลให้เรียบร้อย

การจัด Master Data ให้เป็นมาตรฐานก่อนเริ่มงานช่วยลดเวลานำเข้าและตรวจสอบข้อมูล

กำหนดผู้ตัดสินใจฝั่งลูกค้า

ควรมีผู้รับผิดชอบที่สามารถสรุป Requirement และอนุมัติรูปแบบการทำงานได้ เพื่อป้องกันการแก้ไขไปมาจากหลายฝ่าย

แยกเฟสให้ชัดเจน

ตัวอย่างการแบ่งเฟส

  • เฟส 1: สต๊อกและข้อมูลสินค้า
  • เฟส 2: ขายและจัดซื้อ
  • เฟส 3: ผลิตและต้นทุน
  • เฟส 4: Dashboard และ AI

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับราคาทำระบบ ERP

ทำระบบ ERP ถูกสุดประมาณเท่าไร?

ระบบเฉพาะจุดขนาดเล็กอาจเริ่มต้นประมาณ 35,000–50,000 บาท เช่น ระบบสต๊อก ระบบรับเข้า–จ่ายออก หรือระบบบันทึกการขาย

ราคาจริงขึ้นอยู่กับจำนวนหน้าจอ เงื่อนไข และรายงานที่ต้องการ หากมีหลายสาขา หลายระดับสิทธิ์ หรือเชื่อมระบบอื่น ราคาอาจสูงขึ้น

งบ 30,000 บาท ทำ ERP ได้ไหม?

อาจทำได้เฉพาะระบบขนาดเล็กมากที่มีฟังก์ชันจำกัด หรือใช้ระบบเดิมที่ผู้พัฒนามีอยู่แล้วมาปรับใช้

หากเป็นการพัฒนาใหม่ทั้งหมด งบ 30,000 บาทอาจไม่เพียงพอสำหรับระบบที่มีหลายโมดูล ควรลดขอบเขตให้เหลือ Pain Point หลักก่อน

SME ควรเตรียมงบเท่าไร?

SME ที่ต้องการระบบขาย จัดซื้อ สต๊อก ผู้ใช้งาน และรายงานพื้นฐาน ควรเตรียมงบประมาณประมาณ 80,000–150,000 บาทเป็นจุดเริ่มต้น

หากมีหลายสาขา การอนุมัติ หรือการเชื่อมระบบภายนอก ควรเตรียมงบเพิ่มตามความซับซ้อน

โรงงานขนาดเล็กควรใช้งบเท่าไร?

โรงงานขนาดเล็กที่ต้องการสต๊อกวัตถุดิบ BOM ใบสั่งผลิต และติดตามสถานะการผลิต อาจเริ่มต้นประมาณ 150,000–350,000 บาท

หากต้องมี MRP ต้นทุนละเอียด Lot Traceability หรือเชื่อมเครื่องจักร งบอาจสูงกว่านี้

ERP โรงงานราคาเท่าไร?

ERP โรงงานแบบ Custom อาจอยู่ในช่วงประมาณ 150,000–500,000 บาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับประเภทโรงงาน จำนวนขั้นตอนการผลิต สูตรการผลิต การคำนวณต้นทุน และการเชื่อมระบบ

ไม่สามารถประเมินราคาได้แม่นยำจากจำนวนพนักงานเพียงอย่างเดียว ต้องดูกระบวนการผลิตด้วย

ระบบ ERP ใช้เวลาพัฒนานานแค่ไหน?

ระยะเวลาเบื้องต้นอาจแบ่งได้ดังนี้

  • ระบบเฉพาะจุด: 2–6 สัปดาห์
  • ERP สำหรับ SME: 1–3 เดือน
  • ERP โรงงาน: 3–6 เดือน
  • ระบบองค์กรขนาดใหญ่: 6 เดือนขึ้นไป

ระยะเวลาอาจเพิ่มขึ้นหาก Requirement เปลี่ยนบ่อย ข้อมูลเดิมไม่พร้อม หรือผู้ใช้งานไม่สามารถเข้าร่วมทดสอบระบบได้ตามแผน

ต้องจ่ายค่าทำ ERP ทั้งหมดก่อนเริ่มงานหรือไม่?

โดยทั่วไปควรแบ่งชำระตาม Milestone เช่น

  • งวดเริ่มต้นโครงการ
  • งวดหลังอนุมัติแบบระบบ
  • งวดหลังส่งระบบทดสอบ
  • งวดหลังขึ้นระบบจริง

สัดส่วนของแต่ละงวดขึ้นอยู่กับข้อตกลง ไม่ควรพิจารณาเฉพาะเปอร์เซ็นต์ แต่ควรดูว่างวดแต่ละงวดผูกกับผลงานที่ตรวจสอบได้หรือไม่

ค่าดูแล ERP รายปีเท่าไร?

ไม่มีอัตราตายตัว ผู้พัฒนาอาจคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าโครงการ ค่าบริการรายเดือน หรือแพ็กเกจชั่วโมง

ผู้ประกอบการควรถามว่าครอบคลุม Bug, Server, Backup, Security Update และ Support ผู้ใช้งานหรือไม่

ราคาทำ ERP รวม Server หรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องรวมเสมอไป บางบริษัทแถม Server ปีแรก บางบริษัทคิดแยก และบางบริษัทให้ลูกค้าชำระกับผู้ให้บริการ Cloud โดยตรง

ควรระบุในใบเสนอราคาให้ชัดเจน

ระบบ ERP ใช้งานผ่านมือถือได้หรือไม่?

ERP แบบ Web-based สามารถออกแบบให้รองรับมือถือและแท็บเล็ตได้ แต่ควรระบุหน้าที่ต้องใช้งานผ่านมือถือเป็นพิเศษ เช่น

  • รับสินค้า
  • นับสต๊อก
  • สแกน Barcode
  • อัปเดตงานผลิต
  • ถ่ายรูปแนบ
  • อนุมัติเอกสาร

ERP Custom ต่างจากการจ้างเขียนโปรแกรมทั่วไปอย่างไร?

ERP ไม่ใช่เพียงการสร้างหน้าจอบันทึกข้อมูล แต่เป็นการเชื่อมข้อมูลระหว่างกระบวนการ เช่น

  • การขายเชื่อมกับสต๊อก
  • สต๊อกเชื่อมกับจัดซื้อ
  • การผลิตเชื่อมกับวัตถุดิบ
  • วัตถุดิบเชื่อมกับต้นทุน
  • เอกสารเชื่อมกับสถานะและการอนุมัติ

ผู้พัฒนาจึงต้องเข้าใจทั้งด้านระบบและกระบวนการธุรกิจ

Source Code ควรเป็นของใคร?

ไม่มีคำตอบเดียว ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการว่าจ้างและรูปแบบธุรกิจของผู้พัฒนา

หากลูกค้าต้องการเป็นเจ้าของ Source Code ต้องระบุในสัญญาว่าส่งมอบอะไรบ้าง เช่น

  • Source Code
  • Database Structure
  • เอกสารติดตั้ง
  • บัญชี Cloud
  • Domain
  • Repository
  • คู่มือการติดตั้งระบบ
  • รหัสผ่านและบัญชีผู้ดูแล

ถ้ามีระบบเดิมอยู่แล้ว สามารถเชื่อมกับ ERP ใหม่ได้ไหม?

สามารถทำได้หากระบบเดิมมี API หรือมีวิธีเข้าถึงข้อมูลที่ได้รับอนุญาต

ก่อนเสนอราคาต้องตรวจสอบ

  • เอกสาร API
  • รูปแบบการยืนยันตัวตน
  • ปริมาณข้อมูล
  • ความถี่ในการ Sync
  • ผู้รับผิดชอบระบบเดิม
  • ค่าใช้บริการ API
  • ข้อจำกัดด้านสิทธิ์และความปลอดภัย

ควรเริ่มทำ ERP จากโมดูลใดก่อน?

ควรเริ่มจากปัญหาที่สร้างต้นทุนหรือความเสียหายสูงที่สุด เช่น

  • สต๊อกไม่ตรง เริ่มจากระบบสต๊อก
  • ติดตามงานไม่ได้ เริ่มจากระบบ Workflow
  • ไม่รู้ต้นทุน เริ่มจากวัตถุดิบและการผลิต
  • เอกสารขายกระจัดกระจาย เริ่มจากระบบขายและลูกค้า
  • หลายสาขาข้อมูลไม่ตรงกัน เริ่มจากฐานข้อมูลกลาง

ควรตั้งงบทำระบบ ERP เท่าไร?

งบประมาณที่เหมาะสมไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจมีขนาดใหญ่หรือเล็กเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับปัญหาที่ต้องแก้และความซับซ้อนของกระบวนการทำงาน

แนวทางตั้งงบเบื้องต้นคือ

  • มีปัญหาเฉพาะจุด 1–2 เรื่อง: เริ่มประมาณ 35,000–50,000 บาท
  • ต้องการเชื่อมงานขาย ซื้อ และสต๊อก: เตรียมประมาณ 80,000–150,000 บาท
  • มีการผลิต BOM และติดตามหน้างาน: เตรียมประมาณ 150,000–500,000 บาท
  • มีหลายแผนกและเชื่อมหลายระบบ: เริ่มประเมินตั้งแต่ 500,000 บาทขึ้นไป

คำถามที่ควรถามก่อนเริ่มโครงการคือ

ปัญหาใดในธุรกิจที่ทำให้เสียเงิน เสียเวลา หรือเสียโอกาสมากที่สุดในแต่ละเดือน?

ถ้าสต๊อกผิดพลาดทำให้สั่งสินค้าเกิน ระบบสต๊อกอาจช่วยลดเงินจมได้

ถ้างานผลิตล่าช้าเพราะไม่รู้ว่างานอยู่แผนกใด ระบบติดตามการผลิตอาจช่วยลดเวลารอได้

ถ้าคำนวณต้นทุนผิดจนตั้งราคาขายต่ำกว่าความเป็นจริง ระบบต้นทุนการผลิตอาจช่วยลดความเสี่ยงจากการขายขาดทุน

การทำ ERP ที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การทำระบบให้มีฟังก์ชันมากที่สุด แต่คือการเลือกทำฟังก์ชันที่ช่วยแก้ปัญหาและสร้างผลตอบแทนให้ธุรกิจได้จริง

รับพัฒนาระบบ ERP แบบ Custom สำหรับ SME และโรงงาน

ทีม Siam Webdesign รับวิเคราะห์ ออกแบบ และพัฒนาระบบ ERP แบบ Custom สำหรับธุรกิจ SME โรงงาน ร้านค้า คลังสินค้า และธุรกิจหลายสาขา

ตัวอย่างระบบที่รับพัฒนา ได้แก่

  • ระบบสต๊อกสินค้า
  • ระบบสต๊อกกลางและสต๊อกสาขา
  • ระบบขายและจัดซื้อ
  • ระบบติดตามการผลิต
  • ระบบ BOM และวัตถุดิบ
  • ระบบจัดการลูกค้า
  • ระบบบริหารงานภายใน
  • Dashboard ผู้บริหาร
  • ระบบ ERP ที่สั่งงานหรือถามข้อมูลผ่าน AI
  • ระบบเชื่อมต่อ LINE เว็บไซต์ และระบบภายนอก

สามารถเริ่มจากการวิเคราะห์ Pain Point และแบ่งระบบออกเป็นเฟส เพื่อควบคุมงบประมาณและลดความเสี่ยงก่อนพัฒนาระบบเต็มรูปแบบ

ปรึกษาและประเมินขอบเขตระบบเบื้องต้นฟรี

โทร: 096-295-2496
เว็บไซต์: https://siam-webdesign.com/
Facebook: https://www.facebook.com/siamwwebdesign